รายงานพิเศษ วาระวันตำรวจแห่งชาติ “พิมพ์เขียวปฏิรูปตำรวจ: ต้นน้ำความยุติธรรมเพื่อประชาชน” โดย นายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.)และสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.)

F47551F5-4D5B-4751-8DC2-3C94F4A080D1

รายงานพิเศษ
วาระวันตำรวจแห่งชาติ “พิมพ์เขียวปฏิรูปตำรวจ: ต้นน้ำความยุติธรรมเพื่อประชาชน” โดย นายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.)และสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.)

17 ตุลาคม 2569

คำถามสำคัญที่สังคมตั้งขึ้นมาทุกยุคสมัยคือ “ทำอย่างไรให้ตำรวจไทยสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี เป็นอิสระ และเป็นที่พึ่งแห่งความยุติธรรมของประชาชนอย่างแท้จริง?” คำตอบของคำถามนี้ตกผลึกอยู่ในความพยายามปฏิรูปโครงสร้างครั้งใหญ่ โดยเฉพาะบทบาทและข้อเสนอจาก สภาปฏิรูปแห่งชาติและสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการผลักดัน “พิมพ์เขียวการปฏิรูปตำรวจ” ในฐานะ “ต้นน้ำของกระบวนการยุติธรรม”

อดีต: ปัญหาโครงสร้างตำรวจและจุดกำเนิดพิมพ์เขียวปฏิรูป
ในอดีต โครงสร้างของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เผชิญกับปัญหาเชิงระบบที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชน
1.การรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง:
อำนาจการบริหารงานบุคคล งบประมาณ และการตัดสินใจขึ้นตรงกับส่วนบน ทำให้การตอบสนองปัญหาในระดับพื้นที่และท้องถิ่นขาดความคล่องตัว

2.การแทรกแซงทางการเมืองและระบบอุปถัมภ์:
การแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่เป็นไปตามระบบคุณธรรมและอาวุโส นำไปสู่ปัญหา “ตั๋วช้าง” หรือการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่ง บั่นทอนขวัญกำลังใจของผู้ปฏิบัติงาน
3.งานสอบสวนที่ขาดความเป็นอิสระ:
พนักงานสอบสวนซึ่งเป็นต้นน้ำแห่งคดีความ ต้องเผชิญแรงกดดันจากสายการบังคับบัญชา ขาดแคลนงบประมาณและเครื่องมือทางนิติวิทยาศาสตร์ ทำให้คดีความเกิดความล่าช้าหรือไม่โปร่งใส

4.ภารกิจที่ไม่ใช่หน้าที่หลักของตำรวจ:
ตำรวจต้องแบกรับภารกิจเฉพาะด้าน เช่น ตำรวจป่าไม้ ตำรวจทางหลวง ตำรวจรถไฟ ตำรวจน้ำ ซึ่งทับซ้อนกับกระทรวงทบวงกรมอื่น
ด้วยเหตุนี้ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) โดยเฉพาะคณะกรรมาธิการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม จึงได้ผลักดัน “พิมพ์เขียวปฏิรูปตำรวจ” เพื่อวางรากฐานโครงสร้างตำรวจใหม่ทั้งระบบ

 

ปัจจุบัน: เสาหลักแห่ง “พิมพ์เขียวปฏิรูปตำรวจ” (ยุค สปท. สู่ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ)

แผนปฏิรูปตำรวจของทั้ง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มีเป้าหมายหลักร่วมกันคือ การลดการแทรกแซงทางการเมือง การกระจายอำนาจ และการสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมชั้นต้น โดยสามารถสรุปประเด็นสำคัญออกเป็น 5 ด้านหลัก ดังนี้
1. โครงสร้างองค์กรและการกระจายอำนาจ ลดการรวมศูนย์ที่ส่วนกลาง
1.1กระจายอำนาจการบริหารงานบุคคลและงบประมาณจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ลงสู่ระดับกองบัญชาการหรือตำรวจภูธรจังหวัด เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาของแต่ละพื้นที่
1.2ถ่ายโอนภารกิจที่ไม่ใช่หน้าที่หลัก:
ทยอยโอนภารกิจเฉพาะทางที่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น (เช่น ตำรวจจราจร ตำรวจทางหลวง ตำรวจรถไฟ ตำรวจป่าไม้ และตำรวจท่องเที่ยว) ให้กระทรวง ทบวง กรม หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่รับผิดชอบโดยตรง เพื่อให้ตำรวจมุ่งเน้นภารกิจหลักด้านป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม
2. ความเป็นอิสระของงานสอบสวนและนิติวิทยาศาสตร์
2.1สร้างความเป็นอิสระให้พนักงานสอบสวน:
ปรับปรุงโครงสร้างสายงานสอบสวนให้มีเส้นทางความก้าวหน้า (Career Path) แยกเฉพาะ ไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของผู้บังคับบัญชาสายบริหารหรือป้องกันปราบปราม เพื่อป้องกันการแทรกแซงสำนวนคดี
2.3พัฒนางานนิติวิทยาศาสตร์และพิสูจน์หลักฐาน:
สนับสนุนให้งานนิติวิทยาศาสตร์มีความเป็นอิสระและเป็นไปตามมาตรฐานสากล เพื่อให้การรวบรวมพยานหลักฐานมีน้ำหนักทางวิทยาศาสตร์มากกว่าการพึ่งพาแต่คำรับสารภาพ
2.4การถ่วงดุลในกระบวนการยุติธรรม: กลไกตรวจสอบการใช้อำนาจระหว่างตำรวจและพนักงานอัยการตั้งแต่ชั้นสอบสวนในคดีร้ายแรงหรือคดีสำคัญ เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาและผู้เสียหาย
3. ระบบบริหารงานบุคคลและการแต่งตั้งโยกย้าย
3.1ลดการแทรกแซงทางการเมือง:
ปรับปรุงโครงสร้างคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) และคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ให้มีสัดส่วนผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกมากขึ้น ลดการครอบงำจากฝ่ายการเมือง
3.2ยึดระบบคุณธรรมและอาวุโส: กำหนดเกณฑ์การเลื่อนตำแหน่งและโยกย้ายโดยคำนึงถึงอาวุโส ผลงาน และความเชี่ยวชาญ ป้องกันปัญหาการซื้อขายตำแหน่งและระบบอุปถัมภ์
4. สวัสดิการและค่าตอบแทน
4.1จัดสรรงบประมาณสนับสนุนสถานีตำรวจ:
สนับสนุนงบประมาณ อุปกรณ์เครื่องมือ ยานพาหนะ และค่าน้ำมันสำหรับการปฏิบัติหน้าที่อย่างเพียงพอ เพื่อไม่ให้เป็นภาระของเจ้าหน้าที่ประจำโรงพัก
4.2ปรับเพิ่มเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยง:
ปรับปรุงค่าตอบแทนและเงินประจำตำแหน่งให้เหมาะสมกับความเสี่ยงภัยและลักษณะงานเทียบเคียงหน่วยงานยุติธรรมอื่น เพื่อลดมูลเหตุจูงใจในการแสวงหาผลประโยชน์มิชอบ
5. การมีส่วนร่วมของประชาชนและการตรวจสอบ
5.1เปิดรับการตรวจสอบจากภายนอก: จัดตั้งกลไกรับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมและการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจที่เป็นอิสระ
5.2กลไกภาคประชาชนระดับพื้นที่: พัฒนาบทบาทของคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ (กต.ตร.) ให้ประชาชนในชุมชนมีส่วนร่วมในการประเมินและสะท้อนปัญหาอย่างแท้จริง

3. อนาคต: ความท้าทายและทิศทางสู่ “ตำรวจมืออาชีพเพื่อประชาชน”

การปฏิรูปตำรวจและกระบวนการยุติธรรมต้นน้ำไม่มีวันหยุดนิ่งต้องพัฒนาต่อเนื่องสู่อนาคตที่ตำรวจไทยต้องก้าวไปให้ถึง ประกอบด้วย
1.การเมืองสีขาวและองค์กรปลอดคอร์รัปชัน:
ยุติวงจรการใช้เงินซื้อตำแหน่ง ขจัดส่วยและผลประโยชน์ทับซ้อน เพื่อให้ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ยืนหยัดปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายโดยไม่ต้องพะวงกับการเอาใจผู้มีอิทธิพล
2.การนำเทคโนโลยีและนิติวิทยาศาสตร์สมัยใหม่มาใช้ (Smart Policing):
การสอบสวนต้องขับเคลื่อนด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น กล้องติดตัวตำรวจ (Body Cam) การบันทึกภาพและเสียงขณะจับกุมและสอบสวน เพื่อสร้างความโปร่งใสและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนตามมาตรฐานสากล
3.การฟื้นฟูศรัทธาด้วย “อุดมคติตำรวจ”:
กฎหมายและโครงสร้างเป็นเพียงเครื่องมือ แต่หัวใจสำคัญคือการฟูมฟักจิตวิญญาณแห่งการเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่มีเกียรติ ยึดมั่นในความถูกต้อง ยุติธรรม และพร้อมเป็นที่พึ่งของประชาชนในยามทุกข์ยาก

บทสรุป
“วันตำรวจไทย” จึงไม่ใช่เพียงวันแห่งการสวนสนามหรือการจัดพิธีการรำลึกเท่านั้น แต่เป็นหมุดหมายเตือนใจให้ทุกฝ่ายในสังคมร่วมกันขับเคลื่อนการปฏิรูปตำรวจให้บรรลุผลอย่างเป็นรูปธรรม
การผลักดัน พิมพ์เขียวปฏิรูปตำรวจ ที่สปช.และ สปท. ได้วางรากฐานไว้ ถือเป็นเข็มทิศสำคัญในการรักษา “ต้นน้ำแห่งความยุติธรรม” ให้สะอาดและบริสุทธิ์ เพื่อให้ตำรวจไทยเป็น “ตำรวจของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อความยุติธรรมของประชาชนอย่างแท้จริง”.

You may have missed