พลิกเกมเจรจาภาษีทรัมป์ก่อนเส้นตายกรกฎาคม

0A839A2B-B88E-4B5F-B5E4-E6F4BDFFE64D

พลิกเกมเจรจาภาษีทรัมป์ก่อนเส้นตายกรกฎาคม

“อดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์”
แนะ3 แนวทางเปลี่ยนดีลข้าวโพด GMO เป็นทุนเทคโนโลยีแห่งอนาคต ปกป้องตลาดส่งออกแสนล้าน
นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ (FKII) อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และอดีตรัฐมนตรีช่วยพาณิชย์ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเกี่ยวกับนโยบายการจัดสรรโควตานำเข้าข้าวโพดดัดแปลงพันธุกรรม (GMO) เพื่อแลกเปลี่ยนกับการบรรเทามาตรการภาษีตามมาตรา 301 (Section 301) ของสหรัฐฯ ว่า เป็นเงื่อนไขทางการค้าที่รัฐบาลต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เนื่องจากส่งผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อเศรษฐกิจไทยและอาจได้ไม่คุ้มเสียในระยะยาว


อดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์ ซึ่งเคยทำหน้าที่รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนเกือบ3ปีและมีประสบการณ์เจรจากับUSTR EU AECและร่วมเวทีเจรจาในเวทีAPEC ระบุว่า ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จำนวน 1 ล้านตันจากสหรัฐฯ มีมูลค่าทางการค้าเพียงประมาณ 7,000 ถึง 8,000 ล้านบาทต่อปี แต่หากเกิดการปนเปื้อนของผลิตภัณฑ์ GMO เข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตอาหารปศุสัตว์ เช่น ไก่เนื้อ หรือสุกร จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความเชื่อมั่นในตลาดส่งออกหลักอย่างสหภาพยุโรป (EU) และญี่ปุ่น ซึ่งใช้มาตรการตรวจสอบสารปนเปื้อนอย่างเข้มงวด (Zero-Tolerance Policy) โดยปัจจุบันมูลค่าการส่งออกไก่แปรรูปและอาหารแช่แข็งของไทยไปยังทั้งสองตลาดนี้ มีมูลค่าสูงถึง 100,000 ถึง 140,000 ล้านบาทต่อปี การนำเสถียรภาพของตลาดส่งออกมูลค่าแสนล้านบาทไปผูกโยงกับเงื่อนไขนำเข้าหลักพันล้าน จึงเป็นความเสี่ยงทางการค้าที่ไม่สมควรเสี่ยง

 


“ประเทศไทยมีความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ประมาณ 9 ล้านตันต่อปี ขณะที่ผลผลิตในประเทศอยู่ที่ 5 ล้านตันต่อปี โดยที่ผ่านมาไทยบริหารจัดการส่วนขาด 4 ล้านตัน ผ่านการนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน (สปป.ลาว กัมพูชา เมียนมา) ภายใต้กรอบ FTA ร่วมกับการใช้พืชทดแทนในประเทศ เช่น มันเส้น และรำข้าว ซึ่งการจัดทำ MOU นำเข้าข้าวโพด GMO 1 ล้านตันจากสหรัฐฯ จะคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 20% ของผลผลิตในประเทศ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อส่วนแบ่งตลาดและกดดันให้ดัชนีราคาข้าวโพดตกต่ำลง กระทบต่อเกษตรกรต้นน้ำโดยตรง แม้จะมีมาตรการควบคุมสัดส่วนการซื้อในประเทศต่อการนำเข้าที่ 3:1 ก็ตาม”

นายอลงกรณ์กล่าวต่อไปว่าเพื่อป้องกันผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมไทย และสร้างข้อตกลงที่ได้รับประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย (Win-Win ) รัฐบาลควรปรับกรอบการเจรจากับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ก่อนเส้นตายในเดือนกรกฎาคมนี้ โดยมี 3 แนวทางให้รัฐบาลพิจารณา
1.เปลี่ยนดีลสินค้าโภคภัณฑ์ เป็นการลงทุนแห่งอนาคต (Tech-Driven Reciprocity)“
ตนคิดว่ารัฐบาลควรทบทวนเรื่องการนำเข้าข้าวโพด มาเป็นการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี (Tax Incentives) เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยตั้งเป้าหมายดึงดูดเงินลงทุนในระบบศูนย์ข้อมูล (Data Center) และโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ มูลค่า 100,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 3
ปี ซึ่งจะช่วยปรับดุลการค้าในภาคบริการที่สหรัฐฯ ได้เปรียบ และขับเคลื่อน GDP ของไทยอย่างยั่งยืน โดยไม่ก่อให้เกิดข้อพิพาทด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosafety)
2.ต่อรองประเด็นฝ้ายพรีเมี่ยมกลไกสิ่งทอ(Textile Mechanism)
ใช้ประโยชน์จากช่องทางสัญญาระหว่างประเทศที่สหรัฐฯ ยอมลดหย่อนภาษีนำเข้าสิ่งทอ หากคู่ค้านำเข้าวัตถุดิบสะอาดจากเกษตรกรสหรัฐฯ โดยผลักดันให้อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มและสิ่งทอของไทย ซึ่งส่งออกไปสหรัฐฯ กว่า 30,000 ล้านบาท ทำข้อตกลงระยะสั้นเพิ่มสัดส่วนการนำเข้าฝ้ายเกรดพรีเมียม (Premium Cotton) จากสหรัฐฯ อีก 15% ถึง 20% เพื่อทดแทนแหล่งอื่น ซึ่งจะช่วยสนับสนุนเกษตรกรสหรัฐฯ ได้โดยตรงตามนโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ โดยไม่กระทบโครงสร้างความมั่นคงทางอาหารของไทย
3.นำเสนอกรอบเวลาร่างกฎหมายด้านสินค้าและแรงงาน ปลดล็อคภาษี301

รัฐบาลควรยื่นข้อเสนอต่อ USTR ด้วยกรอบเวลาที่ชัดเจน (Timeline) ในการเร่งรัดขับเคลื่อน ร่าง พ.ร.บ. ควบคุมการนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับ ให้มีผลบังคับใช้ภายใน 180 วัน เพื่อแสดงเจตจำนงที่ชัดเจนตามมาตรฐานสากล ซึ่งจะเพิ่มน้ำหนักและความน่าเชื่อถือให้ไทยในการเจรจาเพื่อคงอัตราภาษีในกลุ่มข้อยกเว้น และปรับลดอัตราภาษีภาพรวมลงมาอยู่ที่ 10% ให้ใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซียและอินโดนีเซีย โดยไม่มีความจำเป็นต้องใช้ข้อแลกเปลี่ยนในภาคเกษตรกรรม
“การดำเนินนโยบายการทูตพาณิชย์ของประเทศไทยในระเบียบเศรษฐกิจโลกปัจจุบัน จำเป็นต้องตั้งอยู่บนฐานข้อมูลและการวิเคราะห์ผลกระทบอย่างรอบด้าน การรักษาเสถียรภาพสินค้าเกษตรปลอดภัยและปลอด GMO เพื่อปกป้องตลาดส่งออกมูลค่า 1.4 แสนล้านบาท ควบคู่ไปกับการเร่งดึงดูดเม็ดเงินลงทุนในเศรษฐกิจดิจิทัลมูลค่า 1 แสนล้านบาท คือกุสโลบายที่มีความเหมาะสมสำหรับประเทศไทยในเวลานี้” นายอลงกรณ์ กล่าวทิ้งท้าย

You may have missed