“อลงกรณ์”เตือนรัฐบาลเร่งรับมือคลื่นลูกที่สองกระหน่ำเศรษฐกิจไทยหลังทรัมป์แพ้คดีภาษี
“อลงกรณ์”เตือนรัฐบาลเร่งรับมือคลื่นลูกที่สองกระหน่ำเศรษฐกิจไทยหลังทรัมป์แพ้คดีภาษี

นายอลงกรณ์ พลบุตร
ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.
อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์เขียนบทวิเคราะห์เรื่อง“คลื่นลูกที่สองกระหน่ำเศรษฐกิจไทยหลังทรัมป์แพ้คดีภาษี” โดยโพสต์ในเฟสบุ้ควันนี้วิเคราะห์ผลกระทบต่อเศรษฐกิจการค้าไทย-สหรัฐหลังศาลสูงสุดสหรัฐมีคำพิพากษาว่าประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ไม่มีอำนาจในการประกาศจัดเก็บภาษีศุลกากรฝ่ายเดียวภายใต้กฎหมาย IEEPA (International Emergency Economic Powers Act)โดยมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สั่นสะเทือนนโยบายเศรษฐกิจ “America First” ของโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างรุนแรงและการที่ผู้นำสหรัฐประกาศใช้กฎหมายการค้าอื่นเก็บภาษีสำหรับสินค้านำเข้าจากทั่วโลกในอัตรา 10%จะส่งผลกระทบต่อไทยพร้อมกับเตือนรัฐบาลเร่งรับมือคลื่นลูกที่สองที่จะกระหน่ำซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยในปีนี้โดยมีเนื้อหาบทวิเคราะห์ดังนี้

บทวิเคราะห์:
“คลื่นลูกที่สองกระหน่ำเศรษฐกิจไทยหลังทรัมป์แพ้คดีภาษี”
คำพิพากษาของศาลฎีกาสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 (ตามเวลาในสหรัฐฯ) ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สั่นสะเทือนนโยบายเศรษฐกิจ “America First” ของโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างรุนแรงโดยศาลมีมติ 6 ต่อ 3 ตัดสินว่าประธานาธิบดี ไม่มีอำนาจ ในการประกาศจัดเก็บภาษีศุลกากรฝ่ายเดียวภายใต้กฎหมาย IEEPA (International Emergency Economic Powers Act)
โดยอำนาจในการจัดเก็บภาษี (Taxing Power) เป็นสิทธิขาดของ
สภาคองเกรส ตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ของประธานาธิบดี
ซึ่งเป็นเพราะการตีความกฎหมายผิดโดยประธานาธิบดีทรัมป์อ้างกฎหมายฉุกเฉินปี 1977 (IEEPA) เพื่อเก็บภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) และภาษีปราบยาเสพติด แต่ศาลชี้ว่ากฎหมายนี้อนุญาตให้ “ควบคุมการนำเข้า” เท่านั้น แต่ไม่ได้รวมถึงการ “เรียกเก็บภาษี”

ผลกระทบต่อ “โลก”
1.ประเด็นการคืนเงินภาษี
รัฐบาลสหรัฐฯ อาจต้องคืนเงินภาษีที่เรียกเก็บไปแล้วกว่า 1.3 – 1.6 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 4.5-5.5 ล้านล้านบาท) ให้แก่บริษัทผู้นำเข้า ซึ่งจะกระทบต่อสถานะการคลังของสหรัฐฯ อย่างหนัก
2.ความไม่แน่นอนยังคงอยู่
แม้ศาลพิพากษาแล้วแต่ทรัมป์ตอบโต้ทันทีด้วยการประกาศภาษีใหม่ 10% ทั่วโลก ภายใต้กฎหมายอื่น (Section 122 ของ Trade Act 1974) ซึ่งใช้ได้ชั่วคราว 150 วัน ทำให้ความขัดแย้งทางการค้ายังไม่จบลงง่ายๆ
ธุรกิจทั่วโลกเริ่มสับสนว่าจะวางแผนการผลิตและการค้าอย่างไร เพราะกฎเกณฑ์เปลี่ยนไปมาตามคำสั่งศาลและการโต้กลับของทำเนียบขาว
โดยพิจารณาท่าทีของ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐแถลงข่าวภายหลังคำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐที่ยกเลิกมาตรการภาษีนำเข้าครั้งใหญ่ว่า เป็นเรื่องที่น่าผิดหวังอย่างยิ่ง และจะลงนามเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลกเพิ่มอีก 10 % อาศัยอำนาจตามมาตรา 122 ภายใต้พระราชบัญญัติการค้าปี 1974
ประธานาธิบดีทรัมป์ยังเห็นว่า มีบทบัญญัติทางกฎหมายอื่น ๆ อีกมากที่สามารถนำมาปรับใช้เพื่อกำหนดอัตราภาษีศุลกากรสำหรับสินค้านำเข้าประเทศ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดในการสร้างอำนาจต่อรองทางการเมืองทั้งในประเทศและบนเวทีโลก ไม่ว่าจะเป็น
มาตรา 232 ของกฎหมายแม่บทว่าด้วยการขยายตัวทางการค้า (Trade Expansion Act of 1962) ที่ให้อำนาจฝ่ายบริหารกำหนดภาษีสินค้านำเข้าประเภทเหล็กกล้าและอลูมิเนียมเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องภายในประเทศ
และมาตรา 301 ของ Trade Act of 1974 ที่ให้อำนาจฝ่ายบริหารในการกำหนดกำแพงภาษีสำหรับสินค้าที่นำเข้าจากบางประเทศที่มีนโยบายการค้าที่ไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะประเทศจีน
ประการสำคัญคือประธานาธิบดีทรัมป์ได้ประกาศชัดเจนว่าจะลงนามในคำสั่งทางบริหารเพื่อนำมาตรา 122 แห่งกฎหมายแม่บทด้านการค้า (Trade Act of 1974) ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีในการตั้งกำแพงภาษีศุลกากรได้ถึง 15% มาใช้เพื่อเก็บภาษีสำหรับสินค้านำเข้าจากทั่วโลกในอัตรา 10% อย่างไรก็ดี ภาษีตามมาตรานี้มีอายุเพียง 150 วัน หลังจากนั้นต้องได้รับความยินยอมจาก
สภาคองเกรส
ผลกระทบต่อไทย
สหรัฐเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทย ทั้งนี้จากตัวเลขสถิติการค้าไทย-สหรัฐฯตาม
ข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ไทยและกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ รายงานว่า
มูลค่าการค้ารวมปี2568ประมาณ 93,650 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทย
ส่งออกไปสหรัฐฯ (2568)72,510 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ขยายตัว 12.9%)
ทำให้ไทยได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐสูงถึง 51,370 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ซึ่งเป็นประเด็นความเสี่ยงต่อไปในวันข้างหน้าเพราะเป็นสาเหตุให้ไทยถูกเพ่งเล็งเรื่องภาษีจากสหรัฐ
อาจกล่าวได้ว่าวิกฤตการณ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และประเทศทั่วโลกรวมทั้งไทยได้ก้าวเข้าสู่บทใหม่ที่ซับซ้อนขึ้นอย่างมากในปี 2569
แม้คำวินิจฉัยของศาลฎีกาสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 จะทำให้การจัดเก็บภาษีเดิมซึ่งไทยเคยถูกเรียกเก็บในอัตราตอบโต้สูงถึง 19% ตั้งแต่สิงหาคม 2568กลายเป็นโมฆะ แต่การที่ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศใช้ภาษีฐานตัวใหม่ (Baseline Tariff) ที่อัตรา 10% ทันทีภายใต้กฎหมายอื่น ก็เปรียบเสมือนคลื่นลูกที่สองที่ซัดเข้าหาเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง
สถาบันการเงินและหน่วยงานเศรษฐกิจ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย และศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ปรับคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2569 โดยระบุว่ามาตรการภาษี 10% นี้ อาจส่งผลให้มูลค่าการส่งออกรวมของไทยลดลงประมาณ 1.9 ถึง 2.7 แสนล้านบาท (หรือประมาณ 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนการสูญเสียราว 1.6% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ความสูญเสียในภาคการค้านี้จะฉุดให้การเติบโตของ GDP ไทยในปี 2569 ชะลอตัวลงเหลือเพียง 1.5% – 1.9% ซึ่งถือเป็นระดับที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับศักยภาพเดิมที่คาดการณ์ไว้
เมื่อพิจารณาในรายอุตสาหกรรม กลุ่มที่ตกอยู่ในสถานะ “ความเสี่ยงสูง” คือกลุ่มสินค้าส่งออก 5 อันดับแรกไปสหรัฐฯ ได้แก่
1. เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์กึ่งตัวนำ ซึ่งมีมูลค่าส่งออกไปสหรัฐฯ สูงถึง 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์ การโดนภาษี 10% จะกดดันกำไรของผู้ผลิตในไทยอย่างหนัก
2. เครื่องจักรและอุปกรณ์เครื่องกล
มูลค่ากว่า 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์ จะเผชิญกับภาวะชะลอตัวจากคำสั่งซื้อที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ
3. ผลิตภัณฑ์ยางและยางรถยนต์
มูลค่าราว 5 พันล้านดอลลาร์ จะสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับคู่แข่งที่มีต้นทุนต่ำกว่า
4. ยานยนต์และชิ้นส่วน
มูลค่าประมาณ 2.3 พันล้านดอลลาร์
5. อัญมณีและเครื่องประดับ
มูลค่าราว 2 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งได้รับผลกระทบทางอ้อมจากกำลังซื้อที่หดตัวของชาวอเมริกัน
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤตนี้ยังมีความหวังในเรื่อง “เงินคืนภาษี” โดยมีการประเมินว่ารัฐบาลสหรัฐฯ อาจต้องคืนเงินภาษีที่เก็บไปอย่างผิดกฎหมายรวมทั่วโลกกว่า 1.3 แสนล้านดอลลาร์ ในส่วนของไทยนั้น ผู้นำเข้าสินค้าไทยในสหรัฐฯ มีสิทธิ์ยื่นขอคืนภาษีส่วนต่าง (Refund) ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของศุลกากรสหรัฐฯ (CBP) ซึ่งเริ่มเปลี่ยนมาใช้ระบบ ACH เต็มรูปแบบเมื่อ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา เม็ดเงินเหล่านี้จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับคู่ค้าและอาจส่งผลดีกลับมายังผู้ผลิตในไทยได้ในระยะสั้น
สรุปได้ว่า แม้คำตัดสินของศาลจะช่วยลด “เพดาน” ภาษีจาก 19% ลงมาอยู่ที่ 10% แต่การที่ภาษีนี้ครอบคลุมสินค้าเกือบทุกประเภท (ยกเว้นกลุ่มเหล็กและอลูมิเนียมที่มีกฎหมายเฉพาะ) ทำให้ภาคเอกชนไทยยังต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่
การปรับตัวไปสู่ตลาดใหม่ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าสหรัฐฯ และการเร่งเจรจา FTA กับภูมิภาคอื่นจึงเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยรอดพ้นจากผลกระทบที่รุนแรงกว่านี้ในปีหน้า.
