ปทุมธานี สสส. ร่วมกับ ภาคีเครือข่าย เปิดตลาดเขียวชุมชน ปทุมธานี
ปทุมธานี สสส. ร่วมกับ ภาคีเครือข่าย เปิดตลาดเขียวชุมชน ปทุมธานี
เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 ณ.โดมใหญ่ข้างศาลาใหม่ วัดสระบัว อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ดร.ณัจยา แก้วนุ้ย (ดร.จิ) ผู้จัดการโครงการพัฒนาและขยายผลระบบอาหารเพื่อสุขภาวะตลอดห่วงโซ่ในโรงเรียนและชุมชน ในจังหวัด สงขลา ปทุมธานี สุพรรณบุรี พัทลุง และนครปฐม สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสมาคมการค้าธุรกิจอาหาร มูลนิธิเครือข่ายพลังสังคม และหน่วยงานภาครัฐ ของจังหวัดปทุมธานี ได้จัดกิจกรรมเปิดตลาดเขียวชุมชนในจังหวัดปทุมธานี อบรมให้ความรอบรู้ด้านอาหารและโภชนาการ เพื่อยกระดับความปลอดภัยทางอาหาร ส่งเสริม สนับสนุนผลผลิตทางการเกษตรปลอดสารพิษ สร้างเมนูอาหารปลอดภัยเพื่อสุขภาพ รณรงค์ลดความเสี่ยงโรค NCDs ลด หวาน มัน เค็ม ในการจัดกิจกรรมตลาดเขียวในชุมชน ครั้งนี้

เพื่อเน้นการพัฒนาและขยายผลระบบห่วงโซ่อาหารยั่งยืนตั้งแต่ผู้ผลิตสู่ผู้บริโภค คือ การนำผักและผลไม้ปลอดภัย จากการเพาะปลูกของโรงเรียน 5 แห่ง และ 9 ชุมชน ที่ได้เข้าร่วมโครงการฯ มาจำหน่ายผลผลิต เป็นการนำความต้องการของผู้บริโภคอาหารไร้สารพิษ และความต้องการขายผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยมาเจอกัน ดังนั้นสินค้าที่นำมาจำหน่ายจึงเหมือนเป็นการกลั่นกรองในระดับหนึ่งว่าเป็นสินค้าที่ปลอดภัยเชื่อถือได้ ปรับเปลี่ยนทัศนคติในเรื่องอาหารออร์แกนิคที่คนทั่วไปคิดว่ามีราคาแพง เพื่อตอบสนองให้เกิดการบริโภคอาหารปลอดภัย มีการสุ่มตรวจสารปนเปื้อน และยาฆ่าแมลงในพืช ผักที่นำมาจำหน่าย ซึ่งผลการตรวจ ผลผลิตทางการเกษตรมีความปลอดภัย มีกิจกรรมการออกร้านจำหน่ายสินค้าของชุมชน ซุ้มนิทรรศการสินค้าพูดได้ การบริการตรวจสุขภาพ

โดย เจ้าหน้าที่สาธารณะสุขจาก รพ.สต. มีการแข่งขันประกวดทำเมนูอาหารเพื่อสุขภาพ โดยใช้วัตถุดิบที่ปลอดภัยในท้องถิ่น การแสดงของนักเรียนจากโรงเรียนอนุบาลเด่นปทุม การแสดงสาธิตศิลปะการต่อสู้ ชุดปัญจักสีลัต โดยมหาวิทยาลัยกีฬาแห่งชาติวิทยาเขตกรุงเทพ ดร.ณัจยา แก้วนุ้ย กล่าวว่า “ โครงการตลาดเขียวปทุมธานี” โดย สสส. เป็นตลาดแห่งการ “สร้างสุข” มุ่งหวังที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคของประชาชนให้หันมาทานอาหารที่ปลอดภัย ตลาดเขียว ก่อให้เกิดประโยชน์ครอบคลุม คือ มุ่งเน้นการสร้างระบบอาหารที่ยั่งยืน โดยมอบประโยชน์สำคัญ 3 ด้าน ดังนี้ ประโยชน์ต่อ “ผู้บริโภค” (คนกิน) สุขภาพดี ได้กินผักผลไม้ที่ปลอดภัยจากสารเคมีตกค้าง ช่วยลดความเสี่ยงโรค NCDs โรคเรื้อรังไม่ติดต่อ ผู้บริโภค ได้เข้าถึงสินค้าคุณภาพดีในราคาที่เข้าถึงได้ เพราะส่งตรงจากสวนไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง

และเกิดความรู้ได้แลกเปลี่ยนวิธีเลือกซื้อและการปรุงอาหารเพื่อสุขภาพกับผู้ผลิตโดยตรง 2.ประโยชน์ต่อ “เกษตรกร” (คนปลูก) สร้างเศรษฐกิจชุมชน มีรายได้ มีพื้นที่กระจายสินค้าและมีตลาดรองรับผลผลิตที่แน่นอน ทำให้เศรษฐกิจครัวเรือนมั่นคง สามารถลดต้นทุนการทำเกษตรอินทรีย์ ช่วยลดค่าใช้จ่ายเรื่องปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง เกษตรกรไม่ต้องสัมผัสสารพิษ ซึ่งโรงเรียนในโครงการฯ เน้นการปลูกผักอินทรีย์เพื่อใช้ในโครงการอาหารกลางวัน และเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านเกษตรปลอดภัยให้แก่นักเรียนและผู้ปกครองทำให้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงขึ้น 3. ประโยชน์ต่อ “ชุมชนและสิ่งแวดล้อม” ความมั่นคงทางอาหาร ในโรงเรียนและชุมชน สามารถพึ่งพาตนเองได้ มีแหล่งอาหารปลอดภัยหมุนเวียนในพื้นที่ และความหลากหลายทางชีวภาพในชุมชนให้กลับมาดีขึ้น
ภาพ/ข่าว วะจะนะชัย วาจาพารวย/รายงาน
